ความผูกพัน

สวัสดีค่ะเมื่อวันที่  15 เมษายน 2556  ที่ผ่านมา  ทานเจ้าคุณพระอุดมประชาทรและพี่เลี้ยงเด็ก  พาเด็กๆไปเลี้ยงอาหารเย็นและแจกสิ่งของให้กับคุณตา – คุณยายที่บ้านพักคนชรา  จังหวัดลพบุรีและทำกิจกรรมรำวงร่วมกับคุณตา – คุณยาย   เป็นการสอนให้เด็กๆได้รู้จักการแบ่งปันให้กับผู้อื่น  มิใช่เป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว

ทำไมเราได้กำหนดการจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นประจำของทุกปี  เพื่อให้เด็กๆ  รดน้ำขอพรจากคุณตาคุณยาย    และให้เล็งเห็นความทรุมโทรมของสังขารร่างกาย       สืบสานวัฒนธรรมไทย   การทำกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้เด็กๆและคุณตา – คุณยายมีความสุข  เด็กๆก็ขาดคุณตาคุณยาย  ส่วนคุณตาคุณยายก็ไม่มีลูกหลานดูแลเช่นเดียวกัน    ความผูกพันนี้มิเคยลืม  ความอิ่มเอมทางใจ  ความโอบอ้อมอารี ความเอื้ออาทรให้แก่กัน  ทำให้เห็นรอยยิ้มที่สดใสที่ออกมาจากใจจริงๆ  คุณตา  คุณยายหรือเด็กบางคนอาจจะน้ำตาไหลออกมาเอง  โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

IMG_2938

 

 

 

Share on Facebook

ทะเลหรรษา 56

การเที่ยวทะเลของเด็กถือว่าเป็นนโยบายของท่านเจ้าคุณพระอุดมประชาทร  หรือเด็กๆจะเรียกว่าป๋ะป๊ามันคือคำสัญญาที่พ่อมีไว้ให้ลูกๆ  ได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลปีละ 1 ครั้งสำหรับความสุขของคนตัวเล็กๆ  โดยที่เราไม่รู้ว่าคนตัวเล็กเหล่าจะได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกับเราอยู่มั้ยและในปีต่อๆไป

และการไปเที่ยวของเราให้ครั้งนี้เราเลือกไปที่เดิมคือทะเลหาดนางรำ  สัตหีบ  จังหวัดชลบุรี นอนพักสองคืนสวมวัน  น่าจะเป็นครั้งที่ 3 แล้วนะ(ถ้าจำไม่ผิด) ทะเลสวย  น้ำทะเลสะอาดและก็ไม่ลึกมากนั้นเด็กสามารถเล่นน้ำทะเลได้ การไปในครั้งนี้มีเด็กและพี่เลี้ยงไปทั้งหมด 106 คนเด็กที่บ้านเด็กจำนวน  75 คนและเด็กม้งจำนวน 31 คน(ซึ่งเป็นเด็กยากจนด้อยทางด้านการศึกษา  และท่านเจ้าคุณพระอุดมประอุดมประชาทรก็ให้การอุปถัมภ์เช่นกัน)   พอเด็กๆได้เห็นทะเลก็ดีใจกันใหญ่เลย  อยากจะลงแต่น้ำทะเลกันอย่่างเดียว  พอถึงเวลาบ่ายสามโมงเย็นพี่เลี้ยงให้เด็กๆลงเล่นน้ำทะเลได้เด็กๆก็กระโดดดีใจกันใหญ่   เล่นจนถึงห้าโมงครึ่งเด็กๆก็เริ่มเหนื่อยแล้วแต่แม้ว่าอากาศจะร้อนมากเพียงใด  เด็กๆก็ไม่เคยหวั่นเลย  วันที่สองพี่เลี้ยงให้เด็กเล่นน้ำก่อนให้ตอนเช้า   จากนั้นก็พาเด็กๆไปเที่ยวนอกสถานที่ครั้งนี้เลือกไปที่ไร่องุ่นซิลเวอร์เลคและวัดเขาชีจรรย์    อากาศร้อนมากๆแต่เด็กๆก็ยังไหวอยู่พอกลับถึงที่พักพี่เลี้ยงให้เด็กนอนพักก่อน      แต่เด็กๆก็ไม่ยอมนอนกันเลย

(เด็กกลัวว่าถ้านอนหลับไปแล้ว  จะต้องนอนยาวจนถึงเย็นแล้วก็ไม่ได้เล่นน้ำในตอนเย็น)  พี่เลี้ยงบอกเด็กว่าจะปลุกให้เล่นถ้าถึงเวลา  แต่เด็กก็ไม่ยอมนอนกันเลยนั่งรอเวลาและเตรียมใส่เสื้อชูชีพพร้อม   รอพี่เลี้ยงให้สัญญาณ  แล้วตั้งถ้าลงเล่นน้ำทะเลอย่างเดียว  อาหารค่ำในมื้อนี้ทานอาหารทะเลได้  สำหรับเด็กๆแล้วอาหารทะเลทานได้เพียงปีละ  1 ครั้งเท่านั้น  วันที่สามเด็กๆลงเล่นน้ำทะเลแต่เช้าเลย  เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับปีนี้  พี่เลี้ยงปล่อยให้เด็กๆเล่นน้ำอย่างเต็มที่  เด็กตัวเล็กบางคนเหนื่อยแล้วก็ขึ้นไปนั่งก่อกองทราย  ส่วนพี่ๆเด็กโตยังสู้ไหวก็เล่นต่อ

และต้องขอขอบคุณคุณป้ามารี (แม่ค้าขายน้ำประจำหาดนางรำ)  จองเลี้ยงอาหารเช้าให้กับเด็กๆก่อนเดินทางกลับ  ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ    สำหรับเด็กๆแล้วการได้เที่ยวทะเลปีละ 1 ครั้งทำให้เด็กได้มีความสุขได้เห็นรอยยิ้มที่สดใส    ถึงแม้ว่าโรคเอดส์จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายและต้องอยู่กลับเราไปจนวันตาย   แต่เราจะทำอย่างไรได้ในเมื่อเอดส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสำหรับเด็กๆเหล่านี้ไปแล้ว  แค่เพียงเราจะอยู่  และทำอย่างไรให้วันข้างหน้ามีความสุขยิ่งกว่า

IMG_2501

 

 

 

Share on Facebook

บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน 2556

เมื่อวันอาท่ิตย์ ที่ 10 มีนาคม 2556 ที่ผ่านน้องๆบ้านเด็กธรรมรักษ์ได้ทำพิธีบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนจำนวน 27 รูปเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซี่งเป็นกิจกรรมของทุกปีและครั้งนี้ก็นับว่าครั้งที่ 5 แล้วสำหรับน้องๆ สำหรับพี่เด็กโตๆที่อยู่มานานก็จะเข้าใจ ว่าทำไม่ต้องบวชและก็เข้าใจในการปฏิบัติธรรม รู้สึกชอบในการบวช ส่วนน้องเล็กๆอาจจะยังไม่เข้าใจในการบวชมากนั้น (ยังห่วงเล่นอยู่ ) ตามภาษาเด็กและการบรรพชาสามเณรที่บ้านเด็กจัดขึ้นในครั้งนี้ พี่เลี้ยง / ผู้ดูแลไม่ได้หวังอะไรมาก เพียงแต่ให้เด็กๆตั่งใจเรียนรู้ และปฎิบัติธรรมตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพระพี่เลี้ยงสอนธรรมมะให้ตั่งใจ ห้ามอ้างว่าปวดท้อง ปวดหัว และอย่าแอบไปหลับเพื่อผลกุศลที่ได้รับจะส่งผลต่อตัวน้องเอง บิดา – มารดา ที่ล่วงลับไปแล้วและป๊ะป๋า ตั่งใจปฏิบัติและต้องอดทน

 

Share on Facebook

ความเข้าใจ และโอกาส

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กบ้านเด็กธรรมรักษ์ เมื่อวันก่อนที่ได้เล่าไปใน “ขอเพียงที่ยืน” วันนี้เด็กของเรามีที่ยืนแล้ว  ถึงแม้ที่ยืนนี้จะเป็นเพียงแค่ที่เล็ก ๆ แต่ก็ถือว่าได้เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับเด็กวันนี้เราไปทำความเข้าใจกับน้อง ๆ  ในห้องเรียนของเด็กเรา  อาจารย์ให้ความร่วมมือดีมาก เรารบกวนเวลาเรียนของน้อง ๆ เกือบชั่วโมง เพื่ออธิบายว่า HIV คืออะไร ติดต่อกันได้อย่างไร  และป้องกันได้อย่างไร  น้อง ๆ หลาย ๆ คนถามคำถามที่ทำให้เราอึ้ง  ทำให้เรารู้ว่าน้องไม่เข้าใจใน HIV เยอะมาก  สมควรแล้วที่เด็กของเราโดนรังเกียจ

น้องถามว่าติดกันทางน้ำลายมั้ย  กินข้าวร่วมกันได้มั้ย  จับมือกันกอดกันบ่อย ๆ จะติดมั้ย ฯลฯ  เราสอนน้อง ๆ หลายเรื่องหลายอย่าง  เกี่ยวกับ HIV เราเล่าถึงความเป็นมาของบ้านเด็กธรรมรักษ์และวัดพระบาทน้ำพุ  เล่าถึงประวัติของเด็กของเราแต่ละคน ว่าเป็นมายังไง  เพื่อให้น้อง ๆ ในห้องเข้าใจเราเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ถามคำถามที่อยากรู้และสงสัย  น้อง ๆ ทั้งหลายให้ความร่วมมือดีมาก  หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จแล้ว  น้อง ๆ ที่โรงเรียนถามเราว่า  พวกหนูจะไปเที่ยวที่บ้านเด็กธรรมรักษ์หรือที่วัดพระบาทน้ำพุได้มั้ย  ใจที่มันเริ่มฟูจากปฏิกริยาที่ได้รับความสนใจและถามคำถามหลาย ๆ คำถามกับเรา  มันยิ่งฟูขึ้นไปใหญ่

หลังจากที่เรานัดแนะกันเรื่องมาบ้านเด็กธรรมรักษ์+ที่วัดเรียบร้อยแล้ว  เราลาอาจารย์และน้อง ๆ กลับ  น้อง ๆ หลาย ๆ คนเดินมาขอบคุณเรา  เดินมาให้กำลังใจเด็กเรา  แล้วบอกว่าพวกเราไม่รังเกียจเธอหรอก  เด็กของเรายังคงปรับสภาพไม่ได้  บอกกับเราว่า  หนูขอกลับด้วยได้มั้ย  หนูไม่อยากอยู่โรงเรียนต่อเด็กเรากอดเราแล้วร้องไห้  เราค่อย  ๆ ปลอบแล้วบอกไปว่า  ให้อยู่เถอะ  อยู่พิสูจน์ไปเลยว่าหลังจากที่เค้าได้ฟังเราพูดแล้วเค้าเข้าใจจริงหรือเปล่า  เด็กของเรายอมอยู่ที่โรงเรียนต่อ

ตอนเย็น  เราโทรไปถามเด็กถึงปฏิกริยาที่ได้รับจากเพื่อนหลังเลิกเรียน

“เป็นยังไงบ้างลูก”

“ดีค่ะ ตอนนี้หนูกำลังขึ้นรถกลับวัด เพื่อนคุยกับหนูเล่นกับหนูเหมือนเดิม  เพื่อนให้กำลังใจ”

“อืม  งั้นวันจันทร์หนูก็ไปเรียนเหมือนเดิมใช่มั้ยคะ”

“ค่ะ  หนูขอบคุณมากนะคะที่ทำวันนี้ให้หนู”

คนฟังหน้าบานค่ะ  พวกเราก้าวไปข้างหน้าได้อีกก้าวนึงแล้ว  น้อง ๆ ในห้องเรียน 15 คน แบ่งพื้นที่ให้เด็กของเรายืนแล้ว  เราหวังว่าต่อไปที่ยืนของเด็กเราคงจะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวันนึงเด็กของเราและผู้ติดเชื้อ HIV คนอื่นคงไม่ต้องไปร้องขอที่ยืนจากใคร

ขอบคุณน้อง ๆ ปวช.1 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ  วิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี  ที่พวกหนูมีน้ำใจ  แบ่งที่ยืนให้ก้บเด็กของเรา  ขอบคุณครูอาจารย์ที่โรงเรียนที่รู้เรื่องแต่ไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นขึ้นมา  และเคารพการตัดสินใจที่จะให้เด็กเปิดเผยตัวกับเพื่อนเอง  ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

Share on Facebook

ขอเพียงที่ยืน

เมื่อเทอมที่ผ่านมา มีเด็ก ๆ จากบ้านเด็กธรรมรักษ์ ได้ออกมาเรียนข้างนอกในระดับปวช. ที่สถาบันแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี  เด็ก ๆ จบม.3 จำนวน 4 คน เด็ก ๆ ออกมาเรียนข้างนอกด้วยความสมัครใจ  ด้วยสถานที่ของบ้านเด็กธรรมรักษ์และโรงเรียนเดิมที่เด็กเคยเรียนอยู่  อยู่ในบริเวณเดียวกัน  ทำให้ความรู้สึกของเด็กคือการเรียนที่บ้าน  เด็กวัยรุ่นมักมีความสนใจโลกภายนอก  อยากรู้อยากลอง  พวกเราให้โอกาสเด็ก ๆ ออกมาเรียนข้างนอก  เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตกับบุคคลภายนอก  ค่อย ๆ กลับเข้าสู่สังคม  ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่มั่นใจว่าสังคมจะยอมรับเด็ก ๆ พวกนี้ได้หรือไม่

เด็ก ๆ พักอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุซึ่งอยู่อำเภอเมือง  แรก ๆ ตอนเช้าจะมีรถที่วัดมาส่ง-รับ เด็ก ๆ ที่โรงเรียนทุกวัน ผ่านไปประมาณ 2 เดือน จึงปล่อย ๆ ให้เด็ก ๆ ไปกลับเอง  เด็ก ๆ ใช้ชีวิตที่วัดแบบดูแลตัวเอง  ด้วยเหตุผลที่พวกเราเห็นว่า  วันนึงพวกเค้าต้องโตและถ้าเค้าต้องการจะออกไปใช้ชีวิตภายนอกเอง  เค้าต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ปัญหาที่พวกเราคิดไว้คือเรื่องของการยอมรับจากบุคคลภายนอก  เป็นเรื่องที่เด็กต้องเจออยู่แล้ว  พวกเราได้บอกเด็ก ๆ ไปว่าการเปิดเผยเรื่องของตัวเอง สิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ที่ความสมัครใจของเด็ก ๆ แต่สำหรับโรงเรียนยังไงเราก็ต้องแจ้งให้ทราบ  ในวันที่พวกเราไปสมัครเรียนและมอบตัว  เราได้แจ้งกับทางโรงเรียนไปตรง ๆ ว่าเด็ก ๆ เป็นเด็กที่ติดเชื้อ HIV ซึ่งทางโรงเรียนไม่ได้มีปัญหาและมีปฏิกริยาอะไรที่ไม่ดีกับเด็ก ๆ โรงเรียนยินดีที่จะดูแลเด็ก ๆ และให้ความเมตตากับเด็ก ๆ ดีมาก

เด็ก ๆ สามารถใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนที่โรงเรียนได้ค่อนข้างดี  มีเพื่อนมารับมาส่งในบางครั้ง  ไปเที่ยวกับเพื่อน  ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนได้ดี  อยู่มาวันนึงมีเพื่อนคนนึงมาถามเด็กคนนึงว่า

“ทำไมเธอมาอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ”

“ญาติเราเอาเรามาฝากไว้  เราจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก”

“แล้วเธอติดเชื้อมั้ย  ถ้าไม่ติดเชื้อเธอมาอยู่วัดทำไม”

“เราติดเชื้อ”

ในขณะที่เด็กสองคนนี้สนทนากันอยู่ก็ได้กินมันฝรั่งทอดถุงเดียวกันไปด้วย  พอสิ้นสุดคำว่า “เราติดเชื้อ”  มืออีกมือนึงชะงักแล้วหยุดกิน  พร้อมทั้งมีคำถามตามมาว่า

“เราจะติดเชื้อจากเธอมั้ย”

“ไม่ติดหรอก มันไม่ได้ติดกันง่าย ๆ”

“ไม่เอาหรอก เรากลัว”

การสนทนาจบลงตรงนั้น  พร้อมทั้งการแยกตัวออกไป  เหตุการณ์ผ่านมาหลายวันแล้ว วันต่อมาเด็กของเราไม่ไปโรงเรียน  เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น  เพื่อนโทรมาตามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน  เด็กตอบไปทำนองที่ว่าก็เพื่อนรังเกียจ  เพื่อนที่โทรมาก็เงียบไป แล้ววางหู  เด็กลังเลที่จะไปโรงเรียน  เด็กมาขอกลับมาเรียนที่เดิม

พวกเราได้แต่บอกไปว่า  ลองสู้ดูก่อนลูก  นี่คือความจริงที่ต้องเจอ  เราต้องผ่านมันไปให้ได้  ถ้าเรายังต้องการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้

พรุ่งนี้เราจะไปโรงเรียน  ไปทำความเข้าใจกับเพื่อนในห้องเรียนของเด็ก ๆ อาจถึงขั้นต้องพาเด็ก ๆ พวกนั้นมาสัมผัสกับเด็ก ๆ ที่บ้านเด็กธรรมรักษ์  พามาดูงานที่วัดพระบาทน้ำพุ   และทำความเข้าใจกับ HIV และการอยู่ร่วมกันกับ HIV

ในสังคมนี้  ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจว่า  HIV ติดต่อกันได้อย่างไร  อยู่ร่วมกันได้อย่างไร  เราคิดว่าด้วยสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมแห่งเมตตากรุณา  เอื้ออาทร  ถ้าได้รับความเข้าใจที่ถูกต้อง  เด็ก ๆ และผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุน่าจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนในห้องและโรงเรียน

สิ่งที่เราหวังที่สุดตลอดระยะเวลาที่เราทำงานมา  คือวันนึงสังคมจะยอมรับในสิ่งที่พวกเค้าเป็น  ให้อภัย  ให้โอกาส  เราไม่อยากให้มีวัดพระบาทน้ำพุที่ซึ่งต้องดูแลผู้ป่วยอีกต่อไป  เราอยากให้วัดพระบาทน้ำพุเป็นเพียงที่เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจกับผู้ป่วยโรคเอดส์  เป็นบ้านหลังใหญ่ให้เด็ก ๆ และผู้ป่วยที่พวกเราเลี้ยงดูกลับมาเยี่ยมมาหา  ถ้าวันนึงวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างที่เราหวังได้  โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ  ขอเพียงที่ยืนให้พวกเค้าบ้างเถอะค่ะ…ขอบคุณ…

14/08/2555

อ่านเรื่องต่อ ความเข้าใจ และโอกาส

Share on Facebook