จากลิงก์นี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวัดพระบาทน้ำพุ

“เมื่อความจำเป็นบีบคั้น ทางออกเริ่มตีบตันทุกขณะ เธอจึงถูกพี่สาวปล่อยให้รออยู่หน้าวัดอยาง
ข้อความข้างต้นเป็นข้อความที่ admin หน้า page http://facebook.com/phrabatnampu ได้โพสไว้ นี่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เตียงเต็มก็เอามาทิ้งไว้ วัดก็ต้องนับ 1 ใหม่ บางคนนับไปได้แค่ 2-3 คนไข้ก็ตายจาก ถ้าญาติใจเย็นสักนิด เอากลับไปรพ.เก่าเพื่อรักษาวัณโ
การที่ทิ้งคนไข้ไว้ นอกจากวัดจะต้องเริ่มต้นสืบหาปร
และการที่ผู้ป่วยมีเชื้อวัณโรคติดมา การรักษาก็ต้องยากขึ้นไปอีก แถมไม่รู้ว่ากินยามานานแค่ไหน อยู่ในระยะติดต่อหรือเปล่า ถ้าอยู่ในระยะติดต่อ อย่าว่าแต่ผู้ป่วยที่นอนอยู่ที่วัดเลยค่ะ เจ้าหน้าที่ ผู้มีจิตศรัทธาที่มาทำบุญก็สามารถติดเชื้อวัณโรคกลับไปได้
บ้านเด็กธรรมรักษ์โชคดีที่เราเป็นเขตปลอดวัณโรคติดต่อ 100% มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่ว่าบ้านเด็กธรรมรักษ์ดีกว่าวัดพระบาทน้ำพุ หรือดีกว่าที่อื่น แต่การที่เด็ก ๆ ถูกนำส่งมาเราสามารถซักประวัติเด็กส่วนใหญ่ได้เกือบ 100% เนื่องจากบ้านเด็กธรรมรักษ์มีสถานที่รองรับเด็กได้หลายร้อยชีวิต พอเราไม่ปฏิเสธในการรับเด็ก ผู้นำส่งก็มักเต็มใจที่จะให้ประวัติที่ถูกต้องของเด็กไว้ เด็กบางคนเราไม่มีประวัติ เนื่องจากเด็กโดนทอดทิ้งแล้วมีผู้ใจบุญนำส่งมา เราก็จะนำเด็กส่งโรงพยายาล เพื่อทำการตรวจร่างกายใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดวัดระดับ CD4 หรือการเก็บเสมหะเพื่อตรวจหาวัณโรคปลอด ฯลฯ ตามแต่ที่แพทย์จะเห็นควร
ปัจจัยการรักษาพยาบาลในเด็กและผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน ทำให้การรักษาพยาบาลในเด็กง่ายกว่าผู้ใหญ่ เราสามารถบังคับและตรวจเช็คให้เด็กทานยาต้านไวรัสได้ (ต้องบังคับในกรณีเด็กที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเค้าเป็น และต่อต้านการทานยาต้าน) แต่การดูแลให้ใช้ชีวิตประจำวันในเด็กยากกว่ายิ่งนัก (ถ้าท่านใดมีลูกท่านน่าจะเข้าใจดี)
ผู้ใหญ่บางคนติดเชื้อมาหลายปีแล้ว เริ่มยาต้านไวรัสมาหลายครั้ง ทานยาต้านไวรัสมาหลายตัว และดื้อยากมาหลายตัวก็เป็นได้ ทำให้การรักษายากขึ้นไปอีก ยิ่งถ้ามีโรคแทรกซ้อนติดมายิ่งยากใหญ่
การที่ผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนติดมาก็เนื่องมาจากสาเหตุที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ร่างการอ่อนแอ ซึ่งอาจเนื่องมาจาก การไม่ได้เริ่มยาต้านไวรัส หรือการเริ่มยาต้านแล้ว แต่ทานยาต้านไวรัสไม่ตรงเวลา หรือดื้อยาเป็นต้น ทำให้ต้องมีการรักษาโรคแทรกซ้อนควบคู่ไปกับการฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งอาจเป็นการเริ่มยาต้านไวรัสตัวใหม่ หรือการปรับยาและให้ผู้ป่วยทานยาให้ตรงเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการรักษาของแพทย์ ถ้าการที่ผู้ป่วยไม่มีปรวัติการรักษาเดิมมาเลยนั่นแหล่ะทำให้แพทย์ต้องทำงานหนัก เพราะต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คดูว่าผู้ป่วยดื้อยาอะไร ผู้ป่วยมีโรคอะไรแทรก ฯลฯ (ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นวัณโรค แพทย์มักทำการรักษาวัณโรคก่อนแล้วจึงเริ่มยาต้านไวรัส)
การดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือติดเชื้อโรค AIDS ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ท่านทำความเข้าใจกันสักนิด ถ้าท่านใดไม่เข้าใจสามารถขอคำแนะนำได้ที่วัดพระบาทน้ำพุ เด็ก ๆ หลาย ๆ คนมีญาตินำมาไว้บ้านเด็กธรรมรักษ์ พอทางบ้านเด็กฯ ดูแลเด็ก ๆ แข็งแรง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และได้ให้คำแนะนำในการดูแลที่ถูกไป เด็ก ๆ หลายๆ คนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้
เราสัมผัสกับตรงนี้มานาน เคยเห็นปู่ ย่า ตา ยายบางคนใจจะขาดที่ต้องนำหลานมาทิ้งไว้ให้พวกเราดูแล เด็ก ๆ หลายๆ คนโชคดีญาติพี่น้องยังเหลืออยู่ มารับกลับไปบ้านทุกปิดเทอม โทรมาหาอย่างสม่ำเสมอ ญาติของเด็กหลาย ๆ คนได้ให้สัญญากับเด็ก ๆ ว่าถ้าโตขึ้นจะมารับกลับไปอยู่บ้าน เพราะเด็กสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และมีการศึกษาขั้นพื้นฐานติดตัวไป ทำให้เด็ก ๆ กลุ่มนี้มีกำลังใจ และมีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตต่อไป แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนไม่น้อย ที่ในชีวิตเค้าไม่เหลือใครเลย บ้านอยู่ไหนก็ไม่รู้ พ่อแม่อุ้มมาอยู่วัดตั้งแต่ตัวเองยังจำความไม่ได้
บ้านเด็กธรรมรักษ์ สามารถดูแลเด็ก ๆ พวกนี้ไปจนกว่าพวกเค้าจะก้าวขาออกไปจากเราเอง พระอุดมประชาทรท่านได้ปูพื้นฐานรองรับเด็ก ๆ หรือผู้ป่วยไว้ ถ้าเด็กเรียนจบ ถ้าผู้ป่วยแข็งแรงแล้วเราก็มีงานให้ทำ ถ้าพวกเค้ายังต้องการที่จะอยู่กับเราต่อไป
แต่สำหรับเด็ก ๆ ที่อยู่ในสังคมที่เกือบจะปิดอย่างบ้านเด็กธรรมรักษ์ (บ้านและโรงเรียนอยู่ในบริเวณเดียวกัน) เช้าตื่นมาไปโรงเรียน เลิกเรียนกลับบ้าน ปิดเทอมทางบ้านเด็กพาไปเที่ยว แต่ยังไม่สามารถไปใช้ชีวิตภายนอกแบบเปิดเผยได้ ซึ่งด้วยวัยของเด็ก บางคนไขว่คว้า หรืออยากรู้อยากเห็นตามวัย อยากไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอก อยากไปใช้ชีวิตตามวัยของเค้า พวกเราก็ต้องปล่อยเค้าไป จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เด็ก ๆ จากบ้านเด็กธรรมรักษ์ หลายสิบชีวิต ได้ออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอก 90% ต้องกลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม 9% ญาติรับไปอยู่ด้วย 1% เด็กใช้ชีวิตด้วยตัวเอง (ส่วนใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป) แต่ก็ต้องใช้ชีวิตแบบปิดบังในสิ่งที่พวกเค้าเป็น ถ้าสังคมยังไม่เปิดกว้างเด็ก ๆ พวกนี้ก็คงยังไม่สามารถออกไปสู่โลกภายนอกได้ วัดพระบาทน้ำพุ และบ้านเด็กธรรมรักษ์ ก็ยังคงต้องเป็นที่พึ่งพิงของ HIV และ AIDS ต่อไป…
ปล. มองในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเอง เราคิดว่าทุกคนมีเหตุผลในตัวเอง ทุกคนล้วนมีมุมของตัวเอง การที่ญาตินำผู้ป่วยมาทิ้งไว้ที่วัดเราว่าไม่มีใครใจร้ายผิด แต่ทุกชีวิตล้วนมีวิถีกรรมของตัวเอง
Share on Facebook