
มันเป็นเรื่องไกลตัวหรือใกล้ตัวกันแน่สำหรับ “ความตาย” การที่เรามาอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่ มันเหมือนชินชากับความตาย เราเห็นผู้คนที่จากไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ หรือจะเป็นผู้ใหญ่ กี่ชีวิต??? กี่ชีวิตแล้วที่เราได้เห็น แรก ๆ มาอยูที่นี่เวลาเห็นเด็กหรือผู้ใหญ่ตาย จะรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรมาก อาจเป็นเพราะยังไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้โดยตรง สามปีมานี้ รับผิดชอบโดยตรง ประคบประหงมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เป็นอะไรนิดหน่อยก็ดูแล พาไปรักษา พาไปโรงพยาบาล แค่เห็นน้องอาการแย่ ใจจะขาด เริ่มเข้าใจแล้ว ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกมันเป็นยังไง เราไม่เคยมีลูก แต่ก็เลี้ยงเด็กพวกนี้มา รักพวกเค้าเหมือนลูก นี่ขนาดไม่ใช่ลูก เรายังรู้สึกขนาดนี้ ถ้าเป็นลูก เราจะรู้สึกแย่แค่ไหน รายล่าสุดที่เห็นคือกอล์ฟ

กอล์ฟไปหาหมอครั้งล่าสุดวันที่ 22 ก.ค. 51 อาการกอล์ฟปกติ เพียงแต่ว่ากอล์ฟรอเปลี่ยนยา กอล์ฟรอผลแล็บมา 8 เดือนจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ลพบุรี ซึ่งจริง ๆ แล้วควรออกตั้งแต่หนึ่งเดือนหลังเจาะเลือด คุณหมอที่ศิริราชบอกว่ารอไปก่อนก็ได้แต่ไม่ควรให้เกินเดือนนี้นะ เพราะว่าเดี๋ยวน้องรอไม่ไหวหมอกลัวโรคแทรก แล้วหมอก็นัดว่าอีกเดือนนึงผลน่าจะได้ เอาผลมาแล้วกันหมอจะเปลี่ยนยาให้ หมอก็นัดกอล์ฟวันที่ 19 ส.ค. 51
กอล์ฟเป็นเด็กร่าเริง แข็งแรงกลับมาบ้านก็วิ่งเล่นปกติ วันสุดท้ายที่กอล์ฟได้วิ่งก็คือวันที่ 4 ส.ค. 51 กอล์ฟวิ่ง ๆ อยู่ก็เป๋ไปเลยข้างนึงคือซีกซ้าย คืนนั้นกอล์ฟต้องไปนอนเรือนพยาบาล ไม่ได้มานอนกับเพื่อน ๆ ที่บ้านของตัวเอง เช้าวันที่ 5 ส.ค. 51 กอล์ฟไปโรงพยาบาลที่ลพบุรี หมอบอกว่าอาการไม่ค่อยดี เป็นที่สมองแน่นอน คงต้องส่งไปศิริราช เราก็ได้โทรประสานงานกับคุณหมอที่ศิริราช ก็ปรากฎว่าเตียงเต็ม เอาเข้าไปไม่ได้ แต่หมอจะพยายามหาเตียงให้ พวกเราก็ได้แต่ภาวนาให้เตียงว่างเร็ว ๆ วันที่ 6 ตอนเย็นเราได้ไปเจรจากับหมอว่าให้ส่งรพ.ใกล้เคียงที่มีหมอเด็กก่อนได้มั้ย แล้วค่อยรอให้เตียงที่ศิริราชว่าง แต่โชคดีของกอล์ฟ ศิริราชเตียงว่างพอดี เช้าวันที่ 7 กอล์ฟเลยได้ไปนอนที่ศิริราช ตอนที่กอล์ฟไปยังมีแรงดิ้น ยังมีแรงดื้อกับคุณพยาบาลบนตึกอานันทมหิดล 2
เราไม่รู้เลยว่าวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้คุยกับกอล์ฟ ถ้าเรารู้ เราจะไม่อยู่กับกอล์ฟแค่ครึ่งชั่วโมง เราคงจะอยู่กับกอล์ฟนานกว่านั้นแน่ ๆ แต่ด้วยความที่ต้องรีบกลับมาลพบุรีก็เลยต้องออกมาก่อน ด้วยอาการเบาใจว่าเดี๋ยวน้องคงหาย เดี๋ยวน้องคงได้กลับมา เพรากอล์ฟยังบ่นกับเราว่าเจ็บ ตอนที่หมอใส่สายอ๊อกซิเจนที่เสียบจมูก เราก็บอกว่ามันเจ็บตรงไหน แค่ใส่นิดเดียวไม่รำคาญหรอก ไม่อยากหาย ไม่อยากกลับบ้านหรอ ถ้าอยากกลับบ้านต้องทน นอนไปก่อนนะเด๋วจะมารับกลับไป กอล์ฟก็ยิ้มแล้วบอกว่าหนูจะทน
วันอังคารถัดมาเราโทรไปถามอาการน้อง ว่าเป็นยังไงบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่ากอล์ฟไปนอนอยู่ห้อง RCU เพราะกอล์ฟชัก ทำให้สมองตายเพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องรีบเข้าไปดูน้องในวันพุธ เราไปถึงห้อง RCU กอล์ฟใส่ท่อช่วยหายใน มีสายอะไรไม่รู้ระโยงระยาง นอนไม่ได้สติ เพราะหมอให้ยากันชักไว้ ทำให้หลับ แต่หมอบอกว่าคุยได้นะ น้องรู้เรื่อง แต่จะเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เรากับเอพี่เลี้ยงอีกคนก็ไปยืนคนละข้างแล้วก็พูดกับกอล์ฟว่า พี่ปอกับพี่เอมาเยี่ยมนะ กอล์ฟบีบมือเอไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย แสดงว่ากอล์ฟรับรู้ แต่พูดไม่ได้เพราะติดท่อช่วยหายใจ เราก็ไปคุยถึงอาการกอล์ฟกับหมอว่าเป็นอย่างไรบ้าง หมอบอกว่าถ้าไม่ชักอีกก็น่าจะดีขึ้น แต่ถ้าชักอีกคงแย่หน่อย แต่หมอจะทำเต็มที่ เราก็ใจไม่ค่อยดีก็บอกว่าให้หมอเต็มที่เลย แต่ถ้ากอล์ฟต้องปั๊มหัวใจ หรือว่าต้องฉีดยากระตุ้น ขอให้ปล่อยกอล์ฟไป แล้วเราก็ไปเซ็นต์เอกสารยินยอมให้หมอทำทุกอย่างให้กอล์ฟ
วันนั้นเราก็กลับมาลพบุรีด้วยอาการที่ใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วันพฤหัสบดี สาย ๆ คุณหมอโทรมาบอกว่าน้องอาการทรุดลงเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะถ้าไปศิริราชตอนนั้นกว่าจะได้กลับมาคงดึก เลยตัดสินใจว่าจะไปวันศุกร์ วันศุกร์เราไปถึงกอล์ฟเริ่มไม่รับรู้อะไรแล้ว หมอบอกว่าแย่ เราก็ได้แต่น้ำตาไหล ใจจะขาด รู้แต่ว่าเสียใจ บอกไม่ถูก พูดไม่ออก ก็ได้แต่ฝากกอล์ฟไว้กับหมอ เรากับเอคุยกับกอล์ฟนิดหน่อยแล้วก็กลับ ไม่รู้หรอกว่ากอล์ฟรับรู้หรือเปล่า เพราะกอล์ฟไม่ได้บีบมือกลับแล้ว
วันอังคารที่ 19 ส.ค. เราต้องพาเด็กไปหาหมอตามนัด เราก็มัวแต่พาน้องตรวจตามห้องต่าง ๆ ได้ขึ้นไปหากอล์ฟตอนบ่ายโมง เราเข้าไปในห้องคนเดียวเพราะเอคุยโทรศัพท์ เราเดินไปคุยกับกอล์ฟ ไปจับมือแล้วไปกระซิบข้างหูกอล์ฟว่า
“กอล์ฟพี่ปอมาหาแล้วนะ พี่เอก็มา หนูไหวมั้ยลูก ถ้าไหวหนูลุกขึ้นสู้เลย แต่ถ้าหนูไม่ไหว หนูไปเลยนะลูก ไม่ต้องทรมาน ชาติหน้าเกิดมา เกิดมาให้ดีกว่านี้นะ เลือกเกิดที่ดี ๆ อย่าให้เป็นแบบนี้อีก พี่ปอรักหนู”
แล้วเราก็เดินมา เพื่อเปิดประตูให้เอ เครื่องที่มันระโยงระยางกอล์ฟอยู่พร้อมใจกันร้อง ความดันก็ตก หัวใจก็อ่อน หมอไล่เราออกจากห้อง เราก็ต้องออกมา คิดไว้ในใจแล้วว่ากอล์ฟต้องไปแน่ ๆ เราก็พาเด็ก ๆ คนอื่นไปกินข้าว เพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกัน ระหว่างกินก็คิดว่ากอล์ฟไปแล้วแน่ๆ พอเราขึ้นมาก็เป็นจริงดังคาด เจ้าหน้าที่ทำศพน้องเสร็จแล้ว เราก็ได้แต่ร้องไห้ เซ็นต์เอกสารเพื่อให้คุณหมอผ่าศพน้องหาสาเหตุการตาย (ปกติเด็กที่เป็นโรคแบบนี้เค้าจะไม่ผ่ากัน แต่คุณหมอภาควิชาโรคติดเชื่้้ออยากศึกษาข้อมูล เราก็ยินดี เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่กอล์ฟจะทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ ที่จะเป็นกุศลผลบุญ ส่งให้น้องไปเกิดในที่ดี ๆ ได้)
ตอนนั้นเราก็ทำทุกสิ่งอัตโนมัติ โทรมาแจ้งที่บ้านเด็ก เรื่องเตรียมสถานที่จัดงานศพกอล์ฟ นิมนต์พระ แจ้งข่าวกับเด็ก ๆ ทุกคน แล้วคุยกับคุณหมอว่าจะให้มารับศพได้เมื่อไหร่ ปกติเราจะรับกลับได้เลย แต่ว่าหมอต้องผ่าก่อนเลยต้องมารับวันรุ่งขึ้น เราก็ได้แต่ร้องไห้ เอก็ร้องไห้ เอเสียใจที่ไม่ได้ลาน้อง ระหว่างรอหมอประสานเรื่องผ่าศพให้ เราก็ได้แต่ร้องไห้อยู่ข้างเตียงน้อง เราเรียกเอมาช่วยกันสวดมนต์ให้กอล์ฟ เรากับเอจับมือกอล์ฟคนละข้าง สวดมนต์ให้ แล้วบอกให้ไปในที่ที่ดี ๆ ร้องไห้เยอะมาก ยิ่งรู้ว่าน้องรอเราน้ำตายิ่งไหล กลับมาเรานิมนต์พระมาสวด 3 คืน แล้วเผาวันอาทิตย์ ที่ 24 มีเพื่อน ๆ เค้าบวชให้กอล์ฟ 9 รูป หน้าศพ
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เราร้องไห้อีกทีวันเผา ที่เราร้องไห้ เราไม่ได้เสียใจที่น้องตาย เราดีใจ ดีใจมาก ๆ ที่น้องตายไป เพราะน้องจะได้ไม่ทรมาน ไม่ต้องกินยาวันละหลาย ๆ เม็ด ไม่ต้องมาคอยระวังเรื่องโรคแทรกซ้อน แต่เราเสียใจในการจากลา ในวันที่ต้องจากกัน
“พี่ปอรักหนูนะ”
คือคำพูดสุดท้ายตอนที่เราวางดอกไม้จันท์
เขียนไว้เมื่อ 22 กันยายน 2551
Share on Facebook