กรรม

น้องกอล์ฟ

ชาตะ 13 พฤษภาคม 2543

มรณะ  19 สิงหาคม 2552

“พี่ปอคิดถึงหนูนะกอล์ฟ”


เรานั่งมองเด็ก ๆ ที่นี่  แล้วรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของเวรของกรรม  พ่อแม่เด็กก็มีกรรม  ลูก ๆ ยิ่งหนัก  ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย  เป็นผู้ถูกกระทำ  รับกรรมมาจากพ่อแม่  แต่ไม่เคยสอนให้เด็กเกลียดพ่อแม่เลย  ไม่เคยสอนให้โทษใคร  สอนว่ามันเป็นเรื่องของเวรกรรม กรรม  เกิดจาก  การกระทำ  ไม่ได้ทำในชาตินี้ก็ทำในภพในชาติที่แล้ว  เราไม่ได้เป็นคนศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง  แต่เป็นคนเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม  ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นอย่างนี้  ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น บางคนอาจเถียงว่า  ถ้าพ่อแม่ไม่ทำอย่างนี้ลูกก็ไม่เป็นอย่างนี้ ใครอยากผิดพลาดบ้างคะ??  ไม่มีหรอก  คงไม่มีคนไหนหรอกที่คิดว่า  ชั้นต้องเป็นเอดส์  ลูกชั้นต้องติดเอดส์จากชั้น  คงไม่มีหรอกค่ะ

ทุกวันนี้เวลาคุยกับเด็ก ๆ จะสอนเสมอว่า “พ่อแม่คือสิ่งที่อยู่สูงที่สุดในชีวิต  ถึงแม้ว่าจะทำให้เราเกิดมาในสภาพใดก็ตาม  แต่ก็เป็นผู้ให้กำเนิด”  “ป๊ะป๋า(พระอาจารย์)  เป็นสิ่งที่รองลงมา  เพราะเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่  หาให้กิน  หาให้ใช้  หาเลี้ยงพวกเรามา”  “พี่เลี้ยงทุกคนเหมือนพ่อแม่อีกคนนึงเพราะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่แทนพ่อแม่คือเลี้ยงดูพวกเรามา”

ถ้าพูดถึงเรื่องเวรกรรมแล้ว  เราว่า  พวกเรามีกรรมกว่าเด็ก ๆ มากกว่าพ่อแม่ของเด็ก ๆ เราต้องมานั่งเลี้ยงดูพวกเค้า  รัก ผูกพันกับพวกเค้า  แล้วก็นั่งมองพวกเค้าจากไปทีละคน ๆ มันทรมานนะ  ทรมานมากด้วยกับการที่ต้องมานั่งมองคนที่เรารักจากไป ไม่รู้มีเวรมีกรรมอะไรต่อกันมา ทุกวันนี้ทำอะไรไม่ได้  ได้แต่ปลง  ว่าคนทุกคนต้องตาย  เด็กพวกนี้เป็นอย่างนี้  เราจะทำยังไงให้เค้ามีความสุขก่อนตาย ทำยังไงให้เค้าได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าก่อนตาย ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่ว ๆ ไปก่อนตาย คนปกติจะพลัดพรากจากคนที่รักเพียงไม่กี่คน จะมีก็ พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย และเพื่อนฝูง แต่พวกเราต้องเพิ่มการพลัดพรากก็คืออีกหลายชีวิตที่อยู่ร่วมกันที่นี่ อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ พวกเราเหมือนเป็นพ่อเป็นแม่  ซึ่งมีลูกอีกเป็นร้อย ซึ่งบางคนก็แข็งแรง  บางคนก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ แต่เกือบทุกคนต้องกินยาวันละหลายเม็ด และต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากกว่าคนปกติทั่วไป

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเด็กพวกนี้ผิดปกติ เค้าก็เหมือนคนปกติทั่วไป  เพียงแต่ว่าอาจมีกรรมติดตัวมามากกว่าคนอื่นแค่นั้น กรรมเวรอะไรที่เราทำมาไม่รู้ว่าชาติไหน ภพไหนทำให้ต้องมาเจอกับเรื่องนี้ แต่ก็ขอขอบคุณที่ทำให้เรามาใช้กรรมในกับที่นี่ กับเด็ก ๆ พวกนี้  อย่างน้อยมันก็เป็นการใช้กรรมแบบมีความสุขล่ะนะ

คนทุกคนมีเวรมีกรรมติดตัว  ต้องมาใช้กรรม

แต่เราจะทำยังไงที่จะให้ใช้กรรมอย่างมีความสุข

จงมองให้มันเป็นเรื่องธรรมดา  จงปลงมันให้ได้

แล้วคุณจะมีความสุขกับกรรมที่คุณได้รับจากการกระทำของคุณเอง

แล้วพยายามจำไว้ตลอดเวลา  กรรมขึ้นอยู่กับการกระทำ

จะได้ไม่กระทำอะไรที่เป็นเวรเป็นกรรมติดตัวไปในชาติภพอื่นอีก

เขียนเมื่อ 29 กันยายน 2551

Share on Facebook

ความตาย

มันเป็นเรื่องไกลตัวหรือใกล้ตัวกันแน่สำหรับ “ความตาย” การที่เรามาอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่  มันเหมือนชินชากับความตาย  เราเห็นผู้คนที่จากไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ  หรือจะเป็นผู้ใหญ่  กี่ชีวิต??? กี่ชีวิตแล้วที่เราได้เห็น แรก ๆ มาอยูที่นี่เวลาเห็นเด็กหรือผู้ใหญ่ตาย จะรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรมาก  อาจเป็นเพราะยังไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้โดยตรง  สามปีมานี้ รับผิดชอบโดยตรง ประคบประหงมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เป็นอะไรนิดหน่อยก็ดูแล พาไปรักษา  พาไปโรงพยาบาล แค่เห็นน้องอาการแย่  ใจจะขาด เริ่มเข้าใจแล้ว  ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกมันเป็นยังไง เราไม่เคยมีลูก แต่ก็เลี้ยงเด็กพวกนี้มา รักพวกเค้าเหมือนลูก  นี่ขนาดไม่ใช่ลูก เรายังรู้สึกขนาดนี้  ถ้าเป็นลูก เราจะรู้สึกแย่แค่ไหน รายล่าสุดที่เห็นคือกอล์ฟ

กอล์ฟไปหาหมอครั้งล่าสุดวันที่ 22 ก.ค. 51  อาการกอล์ฟปกติ เพียงแต่ว่ากอล์ฟรอเปลี่ยนยา  กอล์ฟรอผลแล็บมา 8 เดือนจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ลพบุรี ซึ่งจริง ๆ แล้วควรออกตั้งแต่หนึ่งเดือนหลังเจาะเลือด  คุณหมอที่ศิริราชบอกว่ารอไปก่อนก็ได้แต่ไม่ควรให้เกินเดือนนี้นะ เพราะว่าเดี๋ยวน้องรอไม่ไหวหมอกลัวโรคแทรก แล้วหมอก็นัดว่าอีกเดือนนึงผลน่าจะได้  เอาผลมาแล้วกันหมอจะเปลี่ยนยาให้ หมอก็นัดกอล์ฟวันที่ 19 ส.ค. 51

กอล์ฟเป็นเด็กร่าเริง แข็งแรงกลับมาบ้านก็วิ่งเล่นปกติ  วันสุดท้ายที่กอล์ฟได้วิ่งก็คือวันที่ 4 ส.ค. 51  กอล์ฟวิ่ง ๆ อยู่ก็เป๋ไปเลยข้างนึงคือซีกซ้าย  คืนนั้นกอล์ฟต้องไปนอนเรือนพยาบาล ไม่ได้มานอนกับเพื่อน ๆ ที่บ้านของตัวเอง  เช้าวันที่ 5 ส.ค. 51 กอล์ฟไปโรงพยาบาลที่ลพบุรี  หมอบอกว่าอาการไม่ค่อยดี เป็นที่สมองแน่นอน คงต้องส่งไปศิริราช  เราก็ได้โทรประสานงานกับคุณหมอที่ศิริราช ก็ปรากฎว่าเตียงเต็ม เอาเข้าไปไม่ได้ แต่หมอจะพยายามหาเตียงให้  พวกเราก็ได้แต่ภาวนาให้เตียงว่างเร็ว ๆ  วันที่ 6 ตอนเย็นเราได้ไปเจรจากับหมอว่าให้ส่งรพ.ใกล้เคียงที่มีหมอเด็กก่อนได้มั้ย  แล้วค่อยรอให้เตียงที่ศิริราชว่าง แต่โชคดีของกอล์ฟ ศิริราชเตียงว่างพอดี เช้าวันที่ 7 กอล์ฟเลยได้ไปนอนที่ศิริราช  ตอนที่กอล์ฟไปยังมีแรงดิ้น ยังมีแรงดื้อกับคุณพยาบาลบนตึกอานันทมหิดล 2

เราไม่รู้เลยว่าวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้คุยกับกอล์ฟ ถ้าเรารู้  เราจะไม่อยู่กับกอล์ฟแค่ครึ่งชั่วโมง เราคงจะอยู่กับกอล์ฟนานกว่านั้นแน่ ๆ แต่ด้วยความที่ต้องรีบกลับมาลพบุรีก็เลยต้องออกมาก่อน ด้วยอาการเบาใจว่าเดี๋ยวน้องคงหาย  เดี๋ยวน้องคงได้กลับมา เพรากอล์ฟยังบ่นกับเราว่าเจ็บ ตอนที่หมอใส่สายอ๊อกซิเจนที่เสียบจมูก  เราก็บอกว่ามันเจ็บตรงไหน แค่ใส่นิดเดียวไม่รำคาญหรอก ไม่อยากหาย ไม่อยากกลับบ้านหรอ ถ้าอยากกลับบ้านต้องทน นอนไปก่อนนะเด๋วจะมารับกลับไป กอล์ฟก็ยิ้มแล้วบอกว่าหนูจะทน

วันอังคารถัดมาเราโทรไปถามอาการน้อง ว่าเป็นยังไงบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่ากอล์ฟไปนอนอยู่ห้อง RCU  เพราะกอล์ฟชัก ทำให้สมองตายเพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องรีบเข้าไปดูน้องในวันพุธ  เราไปถึงห้อง RCU กอล์ฟใส่ท่อช่วยหายใน มีสายอะไรไม่รู้ระโยงระยาง นอนไม่ได้สติ เพราะหมอให้ยากันชักไว้ ทำให้หลับ แต่หมอบอกว่าคุยได้นะ น้องรู้เรื่อง แต่จะเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น  เรากับเอพี่เลี้ยงอีกคนก็ไปยืนคนละข้างแล้วก็พูดกับกอล์ฟว่า พี่ปอกับพี่เอมาเยี่ยมนะ กอล์ฟบีบมือเอไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย แสดงว่ากอล์ฟรับรู้ แต่พูดไม่ได้เพราะติดท่อช่วยหายใจ  เราก็ไปคุยถึงอาการกอล์ฟกับหมอว่าเป็นอย่างไรบ้าง  หมอบอกว่าถ้าไม่ชักอีกก็น่าจะดีขึ้น แต่ถ้าชักอีกคงแย่หน่อย  แต่หมอจะทำเต็มที่ เราก็ใจไม่ค่อยดีก็บอกว่าให้หมอเต็มที่เลย  แต่ถ้ากอล์ฟต้องปั๊มหัวใจ หรือว่าต้องฉีดยากระตุ้น ขอให้ปล่อยกอล์ฟไป  แล้วเราก็ไปเซ็นต์เอกสารยินยอมให้หมอทำทุกอย่างให้กอล์ฟ

วันนั้นเราก็กลับมาลพบุรีด้วยอาการที่ใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่  วันพฤหัสบดี สาย ๆ คุณหมอโทรมาบอกว่าน้องอาการทรุดลงเราก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะถ้าไปศิริราชตอนนั้นกว่าจะได้กลับมาคงดึก เลยตัดสินใจว่าจะไปวันศุกร์   วันศุกร์เราไปถึงกอล์ฟเริ่มไม่รับรู้อะไรแล้ว หมอบอกว่าแย่ เราก็ได้แต่น้ำตาไหล  ใจจะขาด รู้แต่ว่าเสียใจ บอกไม่ถูก พูดไม่ออก ก็ได้แต่ฝากกอล์ฟไว้กับหมอ  เรากับเอคุยกับกอล์ฟนิดหน่อยแล้วก็กลับ ไม่รู้หรอกว่ากอล์ฟรับรู้หรือเปล่า  เพราะกอล์ฟไม่ได้บีบมือกลับแล้ว

วันอังคารที่ 19 ส.ค. เราต้องพาเด็กไปหาหมอตามนัด เราก็มัวแต่พาน้องตรวจตามห้องต่าง ๆ ได้ขึ้นไปหากอล์ฟตอนบ่ายโมง เราเข้าไปในห้องคนเดียวเพราะเอคุยโทรศัพท์  เราเดินไปคุยกับกอล์ฟ ไปจับมือแล้วไปกระซิบข้างหูกอล์ฟว่า

“กอล์ฟพี่ปอมาหาแล้วนะ พี่เอก็มา หนูไหวมั้ยลูก ถ้าไหวหนูลุกขึ้นสู้เลย  แต่ถ้าหนูไม่ไหว หนูไปเลยนะลูก ไม่ต้องทรมาน ชาติหน้าเกิดมา เกิดมาให้ดีกว่านี้นะ  เลือกเกิดที่ดี ๆ อย่าให้เป็นแบบนี้อีก พี่ปอรักหนู”

แล้วเราก็เดินมา เพื่อเปิดประตูให้เอ  เครื่องที่มันระโยงระยางกอล์ฟอยู่พร้อมใจกันร้อง ความดันก็ตก หัวใจก็อ่อน หมอไล่เราออกจากห้อง เราก็ต้องออกมา  คิดไว้ในใจแล้วว่ากอล์ฟต้องไปแน่ ๆ เราก็พาเด็ก ๆ คนอื่นไปกินข้าว เพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกัน  ระหว่างกินก็คิดว่ากอล์ฟไปแล้วแน่ๆ  พอเราขึ้นมาก็เป็นจริงดังคาด เจ้าหน้าที่ทำศพน้องเสร็จแล้ว  เราก็ได้แต่ร้องไห้ เซ็นต์เอกสารเพื่อให้คุณหมอผ่าศพน้องหาสาเหตุการตาย  (ปกติเด็กที่เป็นโรคแบบนี้เค้าจะไม่ผ่ากัน แต่คุณหมอภาควิชาโรคติดเชื่้้ออยากศึกษาข้อมูล  เราก็ยินดี เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่กอล์ฟจะทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ ที่จะเป็นกุศลผลบุญ ส่งให้น้องไปเกิดในที่ดี ๆ ได้)

ตอนนั้นเราก็ทำทุกสิ่งอัตโนมัติ โทรมาแจ้งที่บ้านเด็ก เรื่องเตรียมสถานที่จัดงานศพกอล์ฟ  นิมนต์พระ แจ้งข่าวกับเด็ก ๆ ทุกคน  แล้วคุยกับคุณหมอว่าจะให้มารับศพได้เมื่อไหร่ ปกติเราจะรับกลับได้เลย  แต่ว่าหมอต้องผ่าก่อนเลยต้องมารับวันรุ่งขึ้น เราก็ได้แต่ร้องไห้ เอก็ร้องไห้ เอเสียใจที่ไม่ได้ลาน้อง  ระหว่างรอหมอประสานเรื่องผ่าศพให้ เราก็ได้แต่ร้องไห้อยู่ข้างเตียงน้อง เราเรียกเอมาช่วยกันสวดมนต์ให้กอล์ฟ เรากับเอจับมือกอล์ฟคนละข้าง  สวดมนต์ให้ แล้วบอกให้ไปในที่ที่ดี ๆ ร้องไห้เยอะมาก ยิ่งรู้ว่าน้องรอเราน้ำตายิ่งไหล กลับมาเรานิมนต์พระมาสวด 3 คืน แล้วเผาวันอาทิตย์ ที่ 24 มีเพื่อน ๆ เค้าบวชให้กอล์ฟ 9 รูป หน้าศพ

ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เราร้องไห้อีกทีวันเผา ที่เราร้องไห้ เราไม่ได้เสียใจที่น้องตาย เราดีใจ ดีใจมาก ๆ ที่น้องตายไป เพราะน้องจะได้ไม่ทรมาน ไม่ต้องกินยาวันละหลาย ๆ เม็ด ไม่ต้องมาคอยระวังเรื่องโรคแทรกซ้อน  แต่เราเสียใจในการจากลา ในวันที่ต้องจากกัน

“พี่ปอรักหนูนะ”

คือคำพูดสุดท้ายตอนที่เราวางดอกไม้จันท์

เขียนไว้เมื่อ 22 กันยายน 2551

Share on Facebook