ความเข้าใจ และโอกาส

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กบ้านเด็กธรรมรักษ์ เมื่อวันก่อนที่ได้เล่าไปใน “ขอเพียงที่ยืน” วันนี้เด็กของเรามีที่ยืนแล้ว  ถึงแม้ที่ยืนนี้จะเป็นเพียงแค่ที่เล็ก ๆ แต่ก็ถือว่าได้เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับเด็กวันนี้เราไปทำความเข้าใจกับน้อง ๆ  ในห้องเรียนของเด็กเรา  อาจารย์ให้ความร่วมมือดีมาก เรารบกวนเวลาเรียนของน้อง ๆ เกือบชั่วโมง เพื่ออธิบายว่า HIV คืออะไร ติดต่อกันได้อย่างไร  และป้องกันได้อย่างไร  น้อง ๆ หลาย ๆ คนถามคำถามที่ทำให้เราอึ้ง  ทำให้เรารู้ว่าน้องไม่เข้าใจใน HIV เยอะมาก  สมควรแล้วที่เด็กของเราโดนรังเกียจ

น้องถามว่าติดกันทางน้ำลายมั้ย  กินข้าวร่วมกันได้มั้ย  จับมือกันกอดกันบ่อย ๆ จะติดมั้ย ฯลฯ  เราสอนน้อง ๆ หลายเรื่องหลายอย่าง  เกี่ยวกับ HIV เราเล่าถึงความเป็นมาของบ้านเด็กธรรมรักษ์และวัดพระบาทน้ำพุ  เล่าถึงประวัติของเด็กของเราแต่ละคน ว่าเป็นมายังไง  เพื่อให้น้อง ๆ ในห้องเข้าใจเราเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ถามคำถามที่อยากรู้และสงสัย  น้อง ๆ ทั้งหลายให้ความร่วมมือดีมาก  หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จแล้ว  น้อง ๆ ที่โรงเรียนถามเราว่า  พวกหนูจะไปเที่ยวที่บ้านเด็กธรรมรักษ์หรือที่วัดพระบาทน้ำพุได้มั้ย  ใจที่มันเริ่มฟูจากปฏิกริยาที่ได้รับความสนใจและถามคำถามหลาย ๆ คำถามกับเรา  มันยิ่งฟูขึ้นไปใหญ่

หลังจากที่เรานัดแนะกันเรื่องมาบ้านเด็กธรรมรักษ์+ที่วัดเรียบร้อยแล้ว  เราลาอาจารย์และน้อง ๆ กลับ  น้อง ๆ หลาย ๆ คนเดินมาขอบคุณเรา  เดินมาให้กำลังใจเด็กเรา  แล้วบอกว่าพวกเราไม่รังเกียจเธอหรอก  เด็กของเรายังคงปรับสภาพไม่ได้  บอกกับเราว่า  หนูขอกลับด้วยได้มั้ย  หนูไม่อยากอยู่โรงเรียนต่อเด็กเรากอดเราแล้วร้องไห้  เราค่อย  ๆ ปลอบแล้วบอกไปว่า  ให้อยู่เถอะ  อยู่พิสูจน์ไปเลยว่าหลังจากที่เค้าได้ฟังเราพูดแล้วเค้าเข้าใจจริงหรือเปล่า  เด็กของเรายอมอยู่ที่โรงเรียนต่อ

ตอนเย็น  เราโทรไปถามเด็กถึงปฏิกริยาที่ได้รับจากเพื่อนหลังเลิกเรียน

“เป็นยังไงบ้างลูก”

“ดีค่ะ ตอนนี้หนูกำลังขึ้นรถกลับวัด เพื่อนคุยกับหนูเล่นกับหนูเหมือนเดิม  เพื่อนให้กำลังใจ”

“อืม  งั้นวันจันทร์หนูก็ไปเรียนเหมือนเดิมใช่มั้ยคะ”

“ค่ะ  หนูขอบคุณมากนะคะที่ทำวันนี้ให้หนู”

คนฟังหน้าบานค่ะ  พวกเราก้าวไปข้างหน้าได้อีกก้าวนึงแล้ว  น้อง ๆ ในห้องเรียน 15 คน แบ่งพื้นที่ให้เด็กของเรายืนแล้ว  เราหวังว่าต่อไปที่ยืนของเด็กเราคงจะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวันนึงเด็กของเราและผู้ติดเชื้อ HIV คนอื่นคงไม่ต้องไปร้องขอที่ยืนจากใคร

ขอบคุณน้อง ๆ ปวช.1 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ  วิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี  ที่พวกหนูมีน้ำใจ  แบ่งที่ยืนให้ก้บเด็กของเรา  ขอบคุณครูอาจารย์ที่โรงเรียนที่รู้เรื่องแต่ไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นขึ้นมา  และเคารพการตัดสินใจที่จะให้เด็กเปิดเผยตัวกับเพื่อนเอง  ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

Share on Facebook

ขอเพียงที่ยืน

เมื่อเทอมที่ผ่านมา มีเด็ก ๆ จากบ้านเด็กธรรมรักษ์ ได้ออกมาเรียนข้างนอกในระดับปวช. ที่สถาบันแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี  เด็ก ๆ จบม.3 จำนวน 4 คน เด็ก ๆ ออกมาเรียนข้างนอกด้วยความสมัครใจ  ด้วยสถานที่ของบ้านเด็กธรรมรักษ์และโรงเรียนเดิมที่เด็กเคยเรียนอยู่  อยู่ในบริเวณเดียวกัน  ทำให้ความรู้สึกของเด็กคือการเรียนที่บ้าน  เด็กวัยรุ่นมักมีความสนใจโลกภายนอก  อยากรู้อยากลอง  พวกเราให้โอกาสเด็ก ๆ ออกมาเรียนข้างนอก  เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตกับบุคคลภายนอก  ค่อย ๆ กลับเข้าสู่สังคม  ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่มั่นใจว่าสังคมจะยอมรับเด็ก ๆ พวกนี้ได้หรือไม่

เด็ก ๆ พักอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุซึ่งอยู่อำเภอเมือง  แรก ๆ ตอนเช้าจะมีรถที่วัดมาส่ง-รับ เด็ก ๆ ที่โรงเรียนทุกวัน ผ่านไปประมาณ 2 เดือน จึงปล่อย ๆ ให้เด็ก ๆ ไปกลับเอง  เด็ก ๆ ใช้ชีวิตที่วัดแบบดูแลตัวเอง  ด้วยเหตุผลที่พวกเราเห็นว่า  วันนึงพวกเค้าต้องโตและถ้าเค้าต้องการจะออกไปใช้ชีวิตภายนอกเอง  เค้าต้องสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ปัญหาที่พวกเราคิดไว้คือเรื่องของการยอมรับจากบุคคลภายนอก  เป็นเรื่องที่เด็กต้องเจออยู่แล้ว  พวกเราได้บอกเด็ก ๆ ไปว่าการเปิดเผยเรื่องของตัวเอง สิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ที่ความสมัครใจของเด็ก ๆ แต่สำหรับโรงเรียนยังไงเราก็ต้องแจ้งให้ทราบ  ในวันที่พวกเราไปสมัครเรียนและมอบตัว  เราได้แจ้งกับทางโรงเรียนไปตรง ๆ ว่าเด็ก ๆ เป็นเด็กที่ติดเชื้อ HIV ซึ่งทางโรงเรียนไม่ได้มีปัญหาและมีปฏิกริยาอะไรที่ไม่ดีกับเด็ก ๆ โรงเรียนยินดีที่จะดูแลเด็ก ๆ และให้ความเมตตากับเด็ก ๆ ดีมาก

เด็ก ๆ สามารถใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนที่โรงเรียนได้ค่อนข้างดี  มีเพื่อนมารับมาส่งในบางครั้ง  ไปเที่ยวกับเพื่อน  ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนได้ดี  อยู่มาวันนึงมีเพื่อนคนนึงมาถามเด็กคนนึงว่า

“ทำไมเธอมาอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ”

“ญาติเราเอาเรามาฝากไว้  เราจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก”

“แล้วเธอติดเชื้อมั้ย  ถ้าไม่ติดเชื้อเธอมาอยู่วัดทำไม”

“เราติดเชื้อ”

ในขณะที่เด็กสองคนนี้สนทนากันอยู่ก็ได้กินมันฝรั่งทอดถุงเดียวกันไปด้วย  พอสิ้นสุดคำว่า “เราติดเชื้อ”  มืออีกมือนึงชะงักแล้วหยุดกิน  พร้อมทั้งมีคำถามตามมาว่า

“เราจะติดเชื้อจากเธอมั้ย”

“ไม่ติดหรอก มันไม่ได้ติดกันง่าย ๆ”

“ไม่เอาหรอก เรากลัว”

การสนทนาจบลงตรงนั้น  พร้อมทั้งการแยกตัวออกไป  เหตุการณ์ผ่านมาหลายวันแล้ว วันต่อมาเด็กของเราไม่ไปโรงเรียน  เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น  เพื่อนโทรมาตามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน  เด็กตอบไปทำนองที่ว่าก็เพื่อนรังเกียจ  เพื่อนที่โทรมาก็เงียบไป แล้ววางหู  เด็กลังเลที่จะไปโรงเรียน  เด็กมาขอกลับมาเรียนที่เดิม

พวกเราได้แต่บอกไปว่า  ลองสู้ดูก่อนลูก  นี่คือความจริงที่ต้องเจอ  เราต้องผ่านมันไปให้ได้  ถ้าเรายังต้องการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้

พรุ่งนี้เราจะไปโรงเรียน  ไปทำความเข้าใจกับเพื่อนในห้องเรียนของเด็ก ๆ อาจถึงขั้นต้องพาเด็ก ๆ พวกนั้นมาสัมผัสกับเด็ก ๆ ที่บ้านเด็กธรรมรักษ์  พามาดูงานที่วัดพระบาทน้ำพุ   และทำความเข้าใจกับ HIV และการอยู่ร่วมกันกับ HIV

ในสังคมนี้  ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจว่า  HIV ติดต่อกันได้อย่างไร  อยู่ร่วมกันได้อย่างไร  เราคิดว่าด้วยสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมแห่งเมตตากรุณา  เอื้ออาทร  ถ้าได้รับความเข้าใจที่ถูกต้อง  เด็ก ๆ และผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุน่าจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนในห้องและโรงเรียน

สิ่งที่เราหวังที่สุดตลอดระยะเวลาที่เราทำงานมา  คือวันนึงสังคมจะยอมรับในสิ่งที่พวกเค้าเป็น  ให้อภัย  ให้โอกาส  เราไม่อยากให้มีวัดพระบาทน้ำพุที่ซึ่งต้องดูแลผู้ป่วยอีกต่อไป  เราอยากให้วัดพระบาทน้ำพุเป็นเพียงที่เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจกับผู้ป่วยโรคเอดส์  เป็นบ้านหลังใหญ่ให้เด็ก ๆ และผู้ป่วยที่พวกเราเลี้ยงดูกลับมาเยี่ยมมาหา  ถ้าวันนึงวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างที่เราหวังได้  โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ  ขอเพียงที่ยืนให้พวกเค้าบ้างเถอะค่ะ…ขอบคุณ…

14/08/2555

อ่านเรื่องต่อ ความเข้าใจ และโอกาส

Share on Facebook

หนูทำได้

เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทางบ้านเด็กได้มีโอกาสพาเด็ก ๆ ผู้ชายโตที่แข็งแรงในบ้านไปพิชิตภูกระดึงมา พวกเราสัญญากับเด็ก ๆ ไว้ 2-3 ปีแล้วว่าจะพาเด็กไป ตอนที่ได้บอกกล่าวไปทางหน้าเวบหรือเพื่อนฝูงคนรู้จัก เรามักจะได้ยินคำพูดกลับมาว่า “เด็ก ๆ จะไหวหรอ” แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราก็จะบอกว่า “แกจะไหวหรอ ระวังเด็กต้องหามไปนะ” ที่เพื่อน ๆ สนิทของเราพูดแบบนี้เพราะรู้ว่าเด็ก ๆ ที่ติดเชื้อ HIV แข็งแรงและสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนปกติ(ถ้าเค้ามีโอกาสได้ทำ)

พวกเราเดินทางออกจากบ้านเด็กในวันที่ 20 ธันวาคม แวะเที่ยวไปเรื่อย ๆ แล้วไปนอนที่ตัวจ.เลย 1 คืนเพื่อให้เด็ก ๆ ได้พักผ่อนและทำความคุ้นเคยกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นของจ.เลยก่อนเช้าวันที่ 21 พวกเราเดินทางไปถึงตีนภูกระดึงกว่าจะจัดการทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการจ้างลูกหาบ การลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง ฯ เสร็จพวกเราก็เสียเวลาไปนานโข พวกเราเริ่มออกเดินทางจากตีนภูไปสู่ยอดภูตอนเวลา 10.47น.

เด็ก ๆ เดินกันไวมาก เดินโดยที่ไม่สนใจพี่เลี้ยงแก่ ๆ อย่างเรา :D เด็ก ๆ 9 คน พี่เลี้ยง 3 คน แต่กลายเป็นว่าพี่เลี้ยงดูเด็กแค่ 2 คน และเป็นไปตามคาดเรารั้งท้าย เป็นภาระเด็ก ๆ :( เด็ก ๆ สนุกกันมาก เดินขึ้นภูกระดึงแบบปลอดภัยทุกคน และใช้เวลาไปทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง พอไปถึงบนยอดภูกระดึง พวกเราก็ไปลงทะเบียนเพื่อรับเตนท์ เครื่องนอน จากเจ้าหน้าที่ แล้วพาเด็ก ๆ ไปหาอะไรกินกัน เสร็จแล้วเด็ก ๆ ก็ออกเดินเที่ยวบนภูกระดึง

เช้าวันที่ 22 พวกเราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นกลับมานอนต่อกินยา กินข้าว แล้วเด็ก ๆ ก็ออกเดินไปเที่ยวน้ำตก(ซึ่งมีน้ำอันน้อยนิด) พวกเรากลับลงมาจากภูกระดึงวันที่ 23 เด็ก ๆ ทุกคนปลอดภัยดี ไม่มีแม้แต่รอยถลอก

ถ้าใครที่เคยไปภูกระดึงก็จะรู้ว่าไม่มีกิจกรรมอะไรนอกจากการเดินจากที่นึงไปอีกที่นึง แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบ/อยากไปภูกระดึง เพราะมันเหมือนกับเป็นที่พิสูจน์ตัวเองว่า “เราทำได้” เด็ก ๆ ที่บ้านก็เหมือนกันค่ะอยากให้ใคร ๆ รู้ว่า “หนู(ก็)ทำได้”

หลาย ๆ คนที่ไม่ได้สัมผัสกับคนที่ติดเชื้อ HIV อาจคิดว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต  จริง ๆ แล้วถ้าหากท่านให้โอกาส ให้ที่ยืนในสังคมกับเค้าท่านจะรู้ว่า เค้าไม่ได้แตกต่างอะไรจากพวกท่านเลย บางอย่างบางเรื่องเค้าอาจทำได้ดีกว่าเด็กหรือคนปกติด้วยซ้ำไป  เด็ก ๆ มีข้อแตกต่างในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นมาพวกเค้ามีภูมิคุ้มกันที่น้อยกว่าปกติ  ต้องทานยาตรงเวลาทุกวัน ตรวจเลือดปีละ 2 ครั้ง ส่วนเรื่องที่เหลือก็เหมือนคนปกติทั่วไป การเล่นกีฬา ดนตรี ก็สามารถทำได้ดีด้วยนะคะ

ช่วงนี้ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ค่อยได้อัพเรื่องราวของเด็ก ๆ ให้ทุกท่านที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ สำหรับทริปภูกระดึงนี้จะนำรูปมาลงเพิ่มให้อีกนะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตาม

Share on Facebook

อดเป็นนางสาวไทยแน่

อาทิตย์ก่อนฟิลล์หัวแตก เย็บ 3 เข็ม เราโทรมาหาบอกฟิลล์ว่าอดเป็นนางสาวไทยแน่

วันนี้จ๊อบวิ่งหลบกระสุนปืนนิ้วมือของเพื่อนขนขอบหน้าต่างหัวแตกแต่ไม่ต้องเย็บ

****เหตุเกิดตอนทำแผล****

ฟิลล์เดินไปนั่งข้างจ๊อบ

ฟิลล์ : พี่จ๊อบอดเป็นนางสาวไทยแน่ ๆ (จีบปากจีบคอ)
จ๊อบ : (ทำหน้ามึนคาดว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือน)
ฟิลล์ : หันไปหาเอ “พ่อเอ ๆ พี่จ๊อบอดเป็นนางสาวไทยแน่เนาะ”
เอ : พี่จ๊อบเป็นผู้ชายเป็นนางสาวไทยไม่ได้
ฟิลล์ : ชี้ที่แผล “งั้นแผลหนูหายแล้วหนูก็เป็นนางสาวไทยได้สิ”
เอ : ขำ “หนูเป็นแผลเป็นจะเป็นนางสาวไทยได้ยังไงเนี่ย”
ฟิลล์ : ทำหน้าไม่พอใจร้อง หึ แล้วเดินจากไป 5555555

ปล. ฟิลล์ ๆ ไม่เข้าใจว่านางสาวไทยมีคุณสมบัติยังไง คิดแค่ว่าคนเป็นแผลจะอดเป็นนางสาวไทย
Share on Facebook

หนูทำได้

น้องวิว ระบบประสาทซีกซ้ายมีปัญหา ไปนอนรพ.ศิริราชมาเดือนกว่า

เดือนนี้วิวมีนัดกับหมอสมอง หมอระบบประสาท และหมอที่แผนกโรคติดเชื้อ แต่น้ำท่วม พวกเราตัดสินใจไม่พาน้องไปศิริราชแต่ใช้วิธีประสานการรักษาต่อเนื่องกับรพ.ทางนี้แทน พวกเราต้องขับรถไปกลับวันละ 60 กม. ทุกวันเพื่อพาวิวไปกายภาพที่รพ.หนองม่วง วันนี้วิวเล่นน้ำ เพราะพวกเราเคยใช้น้ำในการฟื้นฟูเด็กมาแล้วได้ผล วันนี้วิวพยายามยกมือซ้ายให้ดู ว่าหนูยกได้ หนูดีขึ้น เลยเอารูปมาฝากทีมศิริราช ฝากให้ทีมหมอ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนดูว่าวิวทำได้ และดีขึ้นเยอะแล้ว ขอบคุณทุกคนทุกกำลังใจค่ะ ^ ^ปล.รูปนี้บอกวิวว่าจะเอาลงให้ทีมศิริราชดูวิวยิ้มอย่างที่เห็น 

Share on Facebook